1.5 จักรวาลเปรียบเสมือนกรงขังสรรพสัตว์


ประเด็นที่จะนำเสนอในหัวข้อต่อไปนี้ เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับหัวข้ออื่นๆ ที่จะทำให้เห็นภาพของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อได้ศึกษาองค์ประกอบของจักรวาลอันเป็นที่อยู่ของสรรพสัตว์และโครงสร้างของจักรวาลแล้ว เห็นเพียงภาพรวมของจักรวาลเท่านั้น มิได้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงการไปเกิดมาเกิดระหว่างภพภูมิ ตามกฎสังสารวัฏ




สังสารวัฏ

  • คือ การที่สัตว์ทั้งหลายทุกรูปทุกนามต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ รวมทั้งชีวิตปัจจุบันของมนุษย์ในโลกนี้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด กระบวนการของสังสารวัฏมีธรรมเป็นแบบอิงอาศัยกันสัมพันธ์กันเป็นลูกโซ่

......ดังนั้นความเป็นไปของสังสารวัฏจึงประกอบด้วยองค์ 3 คือ กิเลส กรรม วิบาก ความสัมพันธ์ขององค์ 3 เกิดขึ้นเมื่อกิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ กำเริบส่งผลให้ใจเศร้าหมอง บีบบังคับใจมนุษย์ให้ทำกรรมทางกาย วาจา ใจ ส่งผลให้ได้รับวิบากอันมีอำนาจนำมนุษย์ เมื่อตายแล้วให้เสวยผลแห่งกรรมในภพภูมิ 31 และวิบากนี้ก็เป็นเหตุให้บีบคั้นกิเลสในใจของสรรพสัตว์ต่อไปอีกเป็นสภาวะหมุนเวียนด้วยความเป็นเหตุเป็นผลอยู่อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุด ยกเว้นได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เข้าสู่นิพพาน


......สังสารวัฏเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากสำหรับคนทั่วไปที่มิได้มีความศรัทธาในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีคนจำนวนมากมีความเข้าใจว่า คนเราเมื่อตายแล้วสูญ ไม่ต้องกลับมาเกิดใหม่อีก จึงดำเนินชีวิตตามความพอใจของตน ไม่คำนึงถึงหลักศีลธรรม หรือบางคนที่เข้าใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่ยังไม่ทราบวิธีการที่จะหลุดพ้นจากสังสารวัฏนี้


......มนุษย์นั้นมีปัญญาความรอบรู้อยู่ในขอบเขตจำกัด มักจะรู้เฉพาะประสบการณ์ชีวิตของตนที่ผ่านมาในปัจจุบันชาตินี้เท่านั้น ไม่รู้ไปถึงชาติในอดีตและชาติต่อไปในอนาคต มีเพียงบางกลุ่มที่พอรู้บ้าง เช่น ฤาษีชีไพรที่บำเพ็ญเพียรทางจิต สามารถระลึกชาติย้อนหลัง หรือไปยังข้างหน้าได้ แต่ระลึกได้จำนวนชาติที่จำกัด ทำให้ความรู้นั้นไม่ครบวงจรของการรู้รอบรู้แจ้ง ยังไม่ครบสมบูรณ์ตามความเป็นจริง



ส่วนสัตว์บางภูมิ

เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย เทวดา พรหม เวลาเกิดขึ้น เกิดแล้วโตทันที สัตว์เหล่านี้สามารถจำเหตุการณ์ในชาติเก่าของตนได้บ้าง จะจำได้เพียงชาติเดียว หรือที่เพิ่งตายมาย้อนหลังได้เพียงไม่กี่ชาติ แต่ย่อมไม่รู้ถึงซึ่งอนาคต เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์หรือแม้แต่สัตว์ในสุคติภูมิย่อมไม่สามารถรู้ได้ว่า ภพสามเปรียบเสมือนเป็นที่คุมขังพวกตนให้วนเวียนตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่มีวันจบสิ้น เกิดครั้งใดก็ไม่มีทางรอดจากความทุกข์ ความทุกข์เป็นสภาพที่ทนได้ยาก แม้รู้จักทุกข์กันดีก็จริง แต่ไม่รู้จักวิธีการดับทุกข์





ภพสาม

....ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาบังเกิดขึ้นแล้วในโลกมนุษย์ พระปัญญาคุณของพระองค์ กว้างขวางไม่มีประมาณไม่มีขอบเขตจำกัด พระองค์ทรงรู้แจ้งแทงตลอดด้วยญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์ในความเป็นไปของสรรพสัตว์สรรพสิ่งทั้งปวง ทรงรู้แจ้งเห็นแจ้งซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่หลุดพ้นจากภพสาม เป็นที่ไม่มีเกิดไม่มีตาย ตลอดถึงทรงทราบวิธีปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นการเวียนว่ายตายเกิด และทรงพบว่ามนุษย์นั้นยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส เป็นเหตุให้ก่อกรรม และนำไปสู่วิบากในภพสาม

.....การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพสาม จึงเปรียบเสมือนกับคุกที่กักขังสรรพสัตว์ ให้หมดอิสรภาพ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกิเลสบังคับชักนำให้สร้างกรรมบาป เกิดอกุศลวิบาก วนเวียนตายเกิด ได้รับทุกข์ทรมานอยู่ในภพภูมิต่างๆ อย่างไม่มีวันสิ้นสุด แม้โลกมนุษย์เองก็เป็นคุกย่อยในคุกใหญ่ คือ ภพสาม

บางคนอาจจะนึกไม่ถึงว่าชาวสวรรค์ ก็ยังมีความทุกข์ด้วยหรือ ในที่นี้ขอกล่าวถึงสภาพความทุกข์ของสรรพสัตว์ทั้งหลายในภพสามที่เปรียบเสมือนคุกขังสรรพสัตว์



  • สัตว์นรก ทุกข์เพราะถูกลงโทษทัณฑ์ทรมานด้วยประการต่างๆ อย่างโหดร้ายทารุณถึงที่สุดจากนายนิรยบาล
  • เปรต ทุกข์เพราะความหิวโหย ความห่วงใยในคนที่ผูกพัน
  • อสุรกาย ทุกข์เพราะความหวาดกลัว ไม่มีที่อยู่ ที่กิน
  • สัตว์เดรัจฉาน ทุกข์เพราะเรื่องการหาอาหารเลี้ยงชีพเป็นสำคัญ
  • มนุษย์ ทุกข์เพราะต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เศร้าโศกเสียใจด้วยเรื่องต่างๆ
  • เทวดา ทุกข์เพราะเทวสมบัติและมีรัศมีสว่างไสวไม่ทัดเทียมผู้อื่น
  • พรหม ทุกข์เพราะความเป็นผู้ฌานไม่เท่าผู้อื่น


อย่างไรก็ดี สรรพสัตว์ทุกชีวิต ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใดๆ ก็มักคุ้นชินอยู่กับความทุกข์ในภพภูมิที่ตนอาศัยอยู่ จนมองความทุกข์ไม่ออก เมื่อมองไม่ออกก็ไม่คิดจะหนีออกจากทุกข์ ทั้งยังแก้ไขอย่างผิดวิธี เหมือนป่วยเป็นไข้ แต่ไม่รู้ว่าป่วย กลับหาของแสลงโรคให้กับตนเอง อาการของโรคจึงเพียบหนัก เมื่อใดมนุษย์มีปัญญาเห็นทุกข์ รู้จักทุกข์ เมื่อนั้นก็จะรู้จักพยายามหาต้นเหตุของทุกข์ให้พบแล้วกำจัดเสีย ปัญญาชนิดนี้เกิดเองได้ยาก ถ้ามีผู้มีปัญญาเหนือกว่ามาชี้แจงแนะนำ บอกทางให้ก็จะทำให้ง่ายและสะดวกขึ้น


.....ดังนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงปัญญาคุณอันประเสริฐ ทรงชี้แนะแนวทางในการดับทุกข์เพื่อหลุดพ้นจากภพสามไว้ให้แล้ว ขอให้เราได้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของพระองค์ ย่อมบรรลุมรรคผลนิพพาน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสอนอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ พระพุทธองค์มิได้ทรงสอนหมดทุกเรื่องที่ได้ตรัสรู้ เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่า ความรู้ที่พระองค์สอนนั้นเป็นเพียงใบไม้ในกำมือ แต่ความรู้นั้นมีอีกมากมายดุจใบไม้บนต้นในป่าประดู่ลาย (สํ.ม. 19/1101/613 มจร)




1.5 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์


การบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นการยาก ทุกพระองค์ทรงบังเกิดขึ้นในโลก เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข ยังมนุษยชาติให้พ้นจากกองทุกข์ ไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพานอย่างแท้จริง แต่เดิมพระองค์ก็เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญอย่างพวกเรา ไม่รู้จักเป้าหมายที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ทำดีบ้าง ทำชั่วบ้าง ปะปนคละเคล้ากันไป แล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพสาม หรือเปรียบเสมือนอยู่ในคุก ในสังสารวัฏนี้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก ไม่ทราบว่าชาติแรกเริ่มตรงไหน และชาติสุดท้ายจะสิ้นสุดเมื่อใด ถูกความทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ครอบงำเรื่อยมา



จนกระทั่งมีอยู่พระชาติหนึ่ง เกิดจิตสำนึกลึกๆ ที่ได้สั่งสมประสบการณ์ ได้พบความทุกข์มานับภพนับชาติไม่ถ้วนบีบคั้น ทำให้พระองค์เบื่อหน่ายต่อความทุกข์ มองหาหนทางที่จะออกจากทุกข์ให้ได้ และตั้งใจมั่นว่า เมื่อตนเองออกจากความทุกข์ในสังสารวัฏได้ จะต้องช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ไปด้วยให้ได้ นี่คือความปรารถนาเริ่มต้นของการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



จากนั้นพระองค์ก็ทรงลองผิดลองถูกหาวิธีการเพื่อการดับทุกข์เรื่อยมา จนเริ่มพบวิธีการที่ถูกต้องมาตามลำดับ และได้สร้างบารมีอย่างยิ่งยวดโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน สละเลือดเนื้อ อวัยวะ ชีวิต ผ่านอุปสรรคนานัปการโดยไม่ย่อท้อ มายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน เพื่อให้ได้มาซึ่งสัพพัญญุตญาณ อันเป็นความปรารถนาสูงสุด



เมื่อสั่งสมบารมีจนเต็มเปี่ยมแล้ว ในที่สุดทรงค้นพบวิธีการดับทุกข์เป็นผลสำเร็จ ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้เลิศประเสริฐกว่ามนุษย์ และเทวดาทั้งปวง สามารถยกตนให้พ้นจากกองทุกข์ หลุดพ้นจากการถูกกักขังในภพสามไปสู่ฝั่งแห่งพระนิพพาน อันเป็นที่ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นบรมสุขนิรันดร์ ซึ่งไม่ได้มีแต่พระพุทธองค์เท่านั้นที่สามารถยกตนหลุดพ้นจากกองทุกข์ และออกจากวัฏสงสารนี้ได้


ยังมีพระสาวกที่หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ที่ได้ปรินิพพานนานมาแล้วมากกว่าเมล็ดทรายในท้องพระมหาสมุทรทั้ง 4 ในหัวข้อต่อไปจึงจะนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธวงศ์ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีมากมายหลายพระองค์


เรียบเรียงโดย มยุรา ชมภูยันต์

สมัครเรียนประกาศนียบัตรออนไลน์

วิชาศาสตร์การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

<< 1.4 วัฏจักรของจักรวาล

1.6 วงศ์แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า >>


ติดตามเนื้อหาสาระดีๆ ได้ที่

ศูนย์ประสานงาน DOU